กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูแบบคอมพิวเตอร์

Thawang.com

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ค้นหา
ดู: 2953|ตอบกลับ: 0

Burn-Out Syndrome ภัยเงียบของคนทำงาน

[คัดลอกลิงก์]

14

กระทู้

0

ติดตาม

148

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

อัพเกรด  65.33%

โพสต์เมื่อ 2012-9-12 08:59:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด


Burn-Out หมายถึงอะไร
                   หมายถึงการทำงานหนักเกินไปและไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับเหมือนเครื่องยนต์ที่วิ่งไม่หยุดจนทำให้เครื่องร้อนจนหม้อน้ำเดือด คือถ้าเป็นคนก็หมายถึงหมดไฟ ทำงานจนหมดพลังไม่มีประจุเก็บไว้ใช้งานอีก นัก จิตวิทยาชาวอเมริกัน เฮอร์เบิร์ตเจฟรอยเดนเบอร์เกอร์ ได้นำชื่อ Burn-Out มาใช้ในการรักษาทางจิตเวชเมื่อปี1974 ซึ่งก็คือโรคทางจิตชนิดหนึ่งซึ่งมักเกิดกับคนที่ตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับตัวเองและต้องการความเพอร์เฟ็กตืจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ
สัญญาณเริ่มแรกของโรค Burn-Outเป็นอย่างไร
                  รู้สึกเบื่องาน นอนไม่หลับ เครียดไม่มีความสุข ไม่สนุกกับงานคือต้องแยกจากโรคซึมเศร้าและโรคเครียดซึ่งมีอาการคล้ายๆ กันแต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน อย่างโรคเครียดก็ต้องมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่นเครียดจากเศรษฐกิจ เครียดเรื่องลูก กลัวภรรยาหรือสามีไม่ได้ดังใจ หรือภรรยากลัวสามีไปมีผู้หญิงอื่นหรือผู้ชายอาจหึงหวงภรรยาสาวสวย ลูกเรียนไม่ดีก็ทำให้พ่อแม่กลุ้มใจ
                  ส่วนอาการซึมเศร้าก็จะมีสาเหตุที่ทำให้เศร้า เช่นการสูญเสียไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง หน้าที่การงาน ตำแหน่ง ฯลฯอีกส่วนหนึ่งของโรคซึมเศร้าก็เกิดจากสารเคมีในสมองผลิตน้อยเกินไปหรือจากกรรมพันธุ์ พอถึงเวลาเป็นก็จะเป็นขึ้นมา ส่วนโรค Burn-Outจะเกี่ยวกับการทำงานโอเว่อร์เกินไป ใช้เวลาทำงานเยอะเกินไปคือมีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
ทำไมจึงเกิดอาการ Burn-Outได้
                  เมื่อคนเราทำงานมากกว่าสัดส่วนนี้ได้ คือเราควรทำงานแล้วก็พัก เช่นเวลาทำงานหนึ่งชั่วโมง เราก็ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วก็พัก 10-15นาที สมองก็จะได้พัก ได้ขจัดเมตาบอลิซึ่ม ของเสียต่างๆ ออกไปหมุมเวียนเอาวัตถุดิบเข้ามาใหม่ ควรหมุมเวียนเช่นนี้ทุกๆ ชั่วโมงการงานก็เหมือนกันทั่วโลก เค้าทำงานกัน 5 วัน พัก 2 วัน ในสัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้า Burn-Out นี่มันไม่ได้สัดส่วนที่ควรเป็นตามที่ธรรมชาติต้องการคือทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาหยุดพักหรือหยุดพักไม่เพียงพอก็จะหมดเรี่ยวแรงหมดพลัง
ถ้าเราปล่อยให้ Burn-Outไปเรื่อยๆ จะส่งผลอย่างไร
                  ก่อให้เกิดโรคที่เป็นไปได้มากกว่า 100 โรคสุดท้ายก็ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคเกี่ยวกับหู โรคหัวใจ หรืออัมพฤกษ์ อัมพาตสัญญาณแรกก็คือหมดพลัง หมดความกระตือรือร้น เฉื่อยชาบางคนอาจเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่อยากมีชีวิตอยู่ความจำแย่ลง ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย ร่างกายอ่อนเปลี้ย ไม่ค่อยมีแรง นอนไม่หลับปวดศีรษะ ประสาทเครียด ความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อสูงซึ่งส่วนมากคนที่เป็นโรค Burn-Out ก็มักหาทางออกปลอบจิตตัวเองด้วยการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปกินยานอนหลับ กินอาหารมากเกินไป และสูบบุหรี่มากเกินไป




เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเริ่มเป็น Burn-Outแล้วนะ
                  เริ่มรู้สึกว่าการทำงานไม่เหมือนเดิมสมาธิในการทำงานและความตั้งใจในการทำงานต่างๆ ลดลง มีอาการข้างเคียงอื่นๆเช่นความจำไม่ดี นอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งต้องมีสาเหตุมาจากการทำงานที่โอเว่อร์เกินไปไม่ได้หมายถึงสาเหตุอื่นๆ
ผู้หญิงไทยก็น่าจะเสี่ยงกับการเป็น Burn-OutSyndrome เพราะต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้านวันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุด
                  ใช่ครับ จริงๆแล้วคนไทยมักมีอาการ Burn-Out โดยไม่รู้ตัวเพราะคนไข้ที่มาพบจิตแพทย์ส่วนใหญ่มักเลยเถิดไปถึงโรคซึมเศร้า แล้วนอกจากนี้สังคมและวัฒนธรรมไทยมีส่วนทำให้ผู้หญิงต้องยอมรับ  ต้องเงียบๆหัวอ่อน ไม่มีปากเสียง โอกาสจะเข้าข่ายเป็น Burn-Out ก็จะสูงการที่ผู้หญิงต้องแบกภาระมากมาย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคจิตโรคเครียด โรคประสาทเยอะกว่าผู้ชาย
                 
ที่มา นิตยสาร LisaWeekly ฉบับวันที่ 2 เมษายน 2551

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน หลังจากนั้นจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

 
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก|

การโฆษณา|รูปแบบข้อความล้วน|thawang.com

GMT+7, 2017-12-12 11:36 , Processed in 0.038509 second(s), 22 queries .

ขึ้นไปด้านบน